...ว่าด้วยเรื่องของ Junk Food...
posted on 05 Mar 2006 20:35 by rainni in Diaryเมื่อคืนนี้ได้มีโอกาสดูหนังเรื่อง Super Size Me
เป็นเรื่องเกี่ยวกับ Junk Food กับผลต่อสุขภาพ
โดยคนที่แสดงนำจะกิน Mac 3 มื้อตลอด 1 เดือน
แล้วจะคอยตรวจสุขภาพทุกๆ 5-10 วัน
และจะเดินทางไปทั่วอเมริกาเพื่อดูอาหารการกินในแต่ละที่
Junk Food ที่โดนเละในเรื่องนี้คือMcDonald
หลังจากผ่านไป 1 เดือนกับการตรวจสุขภาพ
น้ำหนักเพิ่มขึ้นหลายสิบปอนด์ ไขมันและน้ำตาลในเลือดสูง
(สูงกว่าที่ร่างกายต้องการกว่า 200%)
เสี่ยงต่อการเป็นโรคตับ โรคหัวใจ และเบาหวาน
สมรรถภาพทางเพศลดลงเกือบ 100%
เหนื่อยง่าย หายใจไม่ออก ซึ่งหากไม่รักษา จะถึงแก่ชีวิตได้
และเขายังมีอาการเสพย์ติดอ่อนๆกับอาหารพวกนี้อีกด้วย
เมื่อร่างกายอ่อนเพลียและได้รับ Junk Food เข้าไป
จะส่งผลให้ร่างกายกระปรี้กระเปร่า และสดชื่น
ทั้งนี้เนื่องจากอาการอ่อนเพลียมาจากการที่สมองขาดอาหารหล่อเลี้ยง
และJunk Food มีน้ำตาลเป็นส่วนประกอบสูงมาก
ดังนั้นเมื่อร่างกายได้รับ ก็จะสามารถนำน้ำตาลไปเลี้ยงสมองได้
ร่างกายจึงหายอ่อนเพลียและกระปรี้กระเปร่า
แต่น้ำตาลปริมาณสูงจะส่งผลต่อปริมาณน้ำตาลในเลือด
รวมถึงฮอร์โมนอินซูลินที่ควบคุมปริมาณน้ำตาลด้วย
โดยฮอร์โมนอินซูลินจะมีปริมาณลดลงเนื่องจากจะต้อง
เปลี่ยนน้ำตาลให้เป็นไกลโคเจน และไกลโคเจนก็จะไปสะสม
เกิดเป็นชั้นไขมันและส่งผลต่อน้ำหนักของร่างกาย
อาหารใน McDonald มีน้ำตาลเป็นองค์ประกอบเกือบทุกชนิด
ไม่เว้นแม้แต่สลัด ซึ่งเมื่อเทียบดูแล้วมีปริมาณไขมันพอๆกับ Big Mac
พอจะเห็นข้อเสียมั๊ย?
นอกจากนี้จากการสำรวจอาหารกลางวันในแต่ละโรงเรียน
พบว่า 80% ถูกผูกขาดโดยบริษัทเหล่านี้
โรงเรียนจะได้รับอาหารปรุงสุกที่ผ่านการแช่แข็ง
แม่ครัวของโรงเรียนจะทำหน้าที่เอาออกจากแพ็ค
นำไปละลาย (เข้าเวฟ) แล้วนำไปขายให้เด็กๆ
ซึ่งอาหารเหล่านี้มีคุณค่าทางโภชนาการต่ำมาก
วันๆเด็กๆก็จะกินแต่อาหารพวกนี้ โดยมีเครื่องดื่มเป็นโค้ก
แน่อนอนว่าโรงเรียนไม่อนุญาตให้ขาย แต่ว่าเด็กก็เอามาเอง
เป็นผลให้จำนวนประชากรที่น้ำหนักเกินมีมากขึ้นเรื่อยๆ
เปรียบเทียบได้ชัดเจนกับโรงเรียนหนึ่งที่อยู่ในโปรแกรมเพื่อสุขภาพ
แม่ครัวจะทำอาหารสดๆให้นักเรียนทานทุกวัน โดยไม่มีเนื้อ
เป็นเมนูมังสวิรัติที่ส่งผลดีต่อสุขภาพ
เด็กนักเรียนส่วนใหญ่สามารถเรียนได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
มีสมาธิ และสามารถเข้าใจบทเรียนได้รวดเร็ว
เป็นเมนูที่มีราคาพอๆกับอาหาร Junk ในโรงเรียนอื่นๆ
มีนักวิชาการหลายคนที่พยายามให้โรงเรียนเปลี่ยนมาเป็นแบบนี้
แต่ยังไม่ประสบผลเพราะว่าโรงเรียนเป็นตลาดขนาดใหญ่ของบริษัท
รวมถึงการนำอาหารมาเวฟแล้วขาย ง่ายกว่าการทำอาหารเองเป็นไหนๆ
ไม่มีแม่ครัวคนไหนอยากทำงานหนัก....
ทุกคนก็คิดถึงความสบาย และผลประโยชน์ของตัวเองไว้ก่อนทั้งนั้น
ไม่มีใครคิดหรอกว่า การกระทำนั้นมันส่งผลกระทบแค่ไหน
มนุษย์เห็นแก่ตัวจริงๆ
มาถึงตรงนี้ที่เราเคยบ่นๆอาหารโรงเรียนอยู่บ่อยๆ
ไม่อร่อยบ้างหล่ะ น้อยบ้างหล่ะ แพงบ้างหล่ะ
จนถึงวันนี้เรารู้สึกดีนะ ที่การสาธารณสุขเรายังมีมาตรฐาน
มีแม่ครัวที่สามารถปรุงอาหารได้จริงๆ
ถึงแม้ว่าจะไม่ได้อร่อยมากมาย แต่มาคิดๆดูแล้ว
ต่างคนก็ต่างความชอบ การทำอาหารสำหรับคนจำนวนมาก
จะต้องทำแบบกลางๆ เพราะแม่ครัวไม่สามารถเอาใจทุกคนได้
ดังนั้น ต้องเห็นใจแม่ครัวบ้าง เพราะว่าเราบอกไม่อร่อย
แต่คนอื่นอาจชอบก็ได้ ก็อย่าคิดถึงแต่ตัวเองอย่างเดียว
มีการสุ่มถามนักเรียนชั้นประถมจำนวน 10 กว่าคน
เด็กกว่า 90% ไม่รู้จักประธานาธิบดีของตัวเอง
หรือบุคคลสำคัญทางประวัติศาสตร์ของประเทศ
เช่น ประธานาธิบดีคนแรก หรือ นักวิทยาศาตร์ที่สำคัญ
แต่กลับรู้จัก โรนัลด์ แมคโดนัลด์และเพื่อนๆ
เด็กเหล่านี้ซึมซับมาจากโฆษณาที่แอบแฝงมาในชีวิตประจำวัน
จนกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตโดยไม่รู้ตัว
มีการเปรียบเทียบงบประมาณที่ใช้ในการโฆษณา
ระหว่างบริษัท Junk Food กับอาหารเพื่อสุขภาพ
พบว่าอาหารเพื่อสุขภาพมีงบในการโฆษณาน้อยกว่าถึง 200 เท่า
จึงไม่แปลกใจเลยว่าทำไมคนเราจึงนิยมอาหารขยะมากกว่า
ทั้งนี้เพราะสื่อมีอิทธิพลต่อชีวิตเรามาก จนกลายเป็นความเคยชิน
มีหลายวิธีในการโฆษณา ทั้งโฆษณาทางโทรทัศน์ ในภาพยนตร์
ผ่านของเล่น (อันนี้ Mac ใช้ได้ผลมากๆๆๆๆ) รวมถึงรูปแบบผลิตภัณฑ์
และการตกแต่งร้านค้าที่สะดุดตา นอกจากนี้การที่มีสาขามากๆก็ทำให้
ผู้คนรับเอาร้านเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของท้องถิ่นไปโดยไม่รู้ตัว
รู้สึกถึงอิทธิพลของสื่อได้ชัดเจนเลยนะเนี่ย
ของเหล่านี้เป็นกลยุทธ์ทางการตลาดง่ายๆ ที่ดึงดูดลูกค้าให้เข้าหาตนเอง
ผู้ประกอบการไม่สนใจหรอกว่า ลูกค้าบริโภคอาหารของเค้าแล้วเป็นไง
ส่งผลต่อสุขภาพหรือเปล่า อย่างเดียวที่เค้าต้องทำคือ เอาใจผู้ถือหุ้น
ซึ่งมีผลต่อความมั่นคงทางธุรกิจ
คนอเมริการู้อยู่แก่ใจว่าอาหารเหล่านี้ไม่มีประโยชน์ และทำให้ตัวเองอ้วน
และก็มีหลายรายที่ทำการร้องเรียนบริษัทเหล่านี้
อย่าดูถูกพวกเค้านะ เพราะจากอิทธิพลที่มีอยู่มากมาย
ก็สามารถผลักดันบัญญัติคองเกรสให้ผ่านได้
สาระคือ ห้ามไม่ให้ประชาชนร้องเรียนบริษัทอาหารในฐานะที่ทำให้อ้วน
นี่คือข้อดีของอำนาจ?
เค้าให้เหตุผลว่า เค้าแค่ขาย และเราก็เลือกที่จะซื้อของเค้า
ทั้งๆที่เรามีสิทธิ์ที่จะเลือกที่จะซื้อหรือไม่ซื้อก็ได้
เพราะฉะนั้นไม่ใช่ความผิดของเค้า ที่เรากินอาหารของเค้าแล้วอ้วน?
คิดในแง่ของตรรกะ เค้าถูกนะ
แต่ถ้ามองในแง่มนุษยธรรม มันคงดูเลวร้ายไปหน่อย
เค้าก็ต้องทำเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของเค้าเองแหละนะ
วันนี้เขียนซะยืดยาวเลย แค่หนังเรื่องเดียวมันสะท้อนอะไรหลายๆอย่าง
เราอาจจะไม่เคยนึกถึง แต่ทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตมีเหตุผลในการมีอยู่
ถึงแม้ว่าเหตุผลมันออกจะดูไร้มนุษยธรรมไปซะหน่อย
ถ้าจะดูให้มันสมเหตุสมผลเราจะต้องมองในแง่ตรรกะ
ถึงตอนนั้น มนุษย์เราจะต่างกับหุ่นยนต์ยังไงหรอ?
สันติภาพที่ทุกคนต้องการ จะเกิดขึ้นได้จริงหรอ?
เมื่อตัวเอง คือสิ่งแรกที่ทุกคนนึกถึง???

อืม เห็นด้วยเลยล่ะที่บอกว่า 'ถ้าจะดูให้สมเหตุสมผล เราจะต้องมองในแง่ตรรกะ'...หลายครั้งนะที่เหตุผล กับมนุษยธรรมมันตรงกันข้ามกัน...ที่เหลือก็ขึ้นอยู่กับมนุษย์เนี่ยแหละว่าจะเลือกกระทำตามไหน ...ตามสมอง หรือจิตวิญญาณ...
/me เม้นท์มีสาระก็เป็นแหะเรา หุหุ
#1 By ~ Carmine the Pigeon ~ on 2006-03-06 23:35